วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552



เจลล้างมือ
เจลล้างมือ (hand cleansing gel, Hand sinitizer gel)
สุขภาพ เป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้คนยุคนี้สมัยนี้ให้ความสนใจกัน ใครไม่สนใจสุขภาพจะดูไม่ทันสมัยไม่อินเทรนด์ วัยรุ่นหนุ่มสาวหันมาออกกำลังกายดูแลรักษาผิวพรรณหน้าตาเพื่อเพิ่มเสน่ห์ให้กับตนเอง ในขณะที่คนทำงานนิยมใช้กีฬาในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานไปจนถึงการเจรจาธุรกิจ ส่วนคุณลุงคุณป้าวัยเกษียณอายุหมั่นดูแลสุขภาพของตนเองด้วยไม่ต้องการเป็นภาระแก่ลูกหลานอีกทั้งได้เพื่อนคุยยามเหงา
การดูแลสุขภาพให้ดีใช่ว่าออกกำลังกายเท่านั้นก็เพียงพอ ความสะอาดของร่างกายเป็นพื้นฐานสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพ เราทุกคนจะถูกสอนตั้งแต่เด็กว่าให้อาบน้ำวันละ 2 ครั้ง แปรงฟันตอนเช้าและก่อนเข้านอน ล้างมือก่อนทานข้าว สิ่งต่างๆเหล่านี้ย่อมต้องอาศัยผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการทำความสะอาด เช่น ใช้สบู่อาบน้ำ ใช้ยาสีฟันแปรงฟัน ใช้สบู่ล้างมือ เป็นต้น เมื่อกาลเวลาผันผ่านทุกสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการทำความสะอาดด้วย ในยามที่เราเป็นเด็กจะอาบน้ำล้างหน้าสบู่ก้อนเดียวเป็นพอ ไม่เหมือนสมัยนี้จะล้างหน้าต้องใช้โฟมหรือเจลล้างหน้า ทั้งสำหรับผิวแห้ง ผิวมัน ผิวธรรมดา ผิวแพ้ง่าย ลดสิว เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า ทำให้หน้าใส กระชับ ลดริ้วรอยแห่งวัย ทำเอาเลือกกันไม่ถูกทีเดียว เช่นเดียวกันกับสบู่ เดี๋ยวนี้มีมากมายหลายหลากทั้งสบู่ก้อนสบู่เหลว ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการทำความสะอาดอีกชนิดหนึ่งซึ่งเริ่มเข้ามาวางในตลาดได้ระยะหนึ่งแล้ว ได้แก่ เจลล้างมือ หรือ hand cleansing gel หรือ hand sanitizer
เจลล้างมือในต่างประเทศเป็นที่นิยมในหมู่พ่อแม่ที่มีลูกเล็กๆในฐานะผลิตภัณฑ์สำหรับล้างมือในกรณีที่ไม่มีน้ำและสบู่ ประกอบด้วยแอลกอฮอล์ไม่น้อยกว่า 60 % โดยแอลกอฮอล์ที่ใช้นิยมเอทิลแอลกอฮอล์ (ethyl alcohol) ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ (isopropyl alcohol) หรือทั้งสองชนิดผสมกัน มีที่มาจากความพยายามในการปรับปรุงการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่อยู่บนมือจากการสัมผัสผู้ป่วยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ แรกเริ่มเดิมทีก่อนและหลังการพยาบาลผู้ป่วยในห้องพักหมอและพยาบาลจะล้างมือด้วยน้ำและสบู่ จากการศึกษาพบว่าการล้างมือด้วยน้ำและสบู่สามารถกำจัดเชื้อโรคได้ดี แต่เนื่องจากในห้องพักที่มีผู้ป่วยหลายคนในขณะที่มีอ่างล้างมือเพียงอ่างเดียว ทำให้การเดินไปล้างมือไม่สะดวก จึงมีการทดลองเพิ่มจำนวนอ่างล้างมือ พบว่าไม่ทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเท่าใดนัก จึงมีการพัฒนาเจลล้างมือซึ่งมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นแอลกอฮอล์ขึ้น การใช้เจลล้างมือทำได้โดยหยดเจลลงบนฝ่ามือประมาณ 3 – 5 มิลลิลิตร จากนั้นถูมือไปมาให้ทั่วจนกระทั่งเจลระเหยไปหมด เจลล้างมือได้รับความนิยมเพราะสะดวก ไม่จำเป็นต้องเดินไปล้างมือที่อ่างและยืนอยู่ที่อ่างจนกว่าจะล้างเสร็จ นอกจากนี้สิ่งสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อจากการสัมผัสผู้ป่วยคือต้องฆ่าเชื้อโรคอย่างรวดเร็วซึ่งเจลล้างมือดีกว่าการล้างมือด้วยน้ำและสบู่ เพราะสามารถติดตั้งที่ผนังใกล้เตียงผู้ป่วย หรือใส่ในรถเข็นของนางพยาบาล แม้กระทั่งทำเป็นขวดเล็กๆพกติดตัวก็ได้
การทำความสะอาดมือสำหรับผู้ที่จะเข้าห้องผ่าตัดจะแตกต่างจากการล้างมือหลังพยาบาลผู้ป่วย สิ่งสำคัญคือต้องกำจัดจุลินทรีย์ทั้งหมดบนมือศัลยแพทย์ และป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรียหลังจากสวมถุงมือยางซึ่งทำให้เกิดสภาวะคล้ายเรือนกระจกที่สามารถเร่งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย สิ่งนี้มีความสำคัญเนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการรั่วขึ้นบนถุงมือโดยที่ตามองไม่เห็น ของเหลวจากบาดแผลผู้ป่วยอาจไหลเข้าไปยังถุงมือและนำเชื้อแบคทีเรียกลับไปยังบาดแผลได้ จึงได้มีการทำการทดลองใช้สารละลายไพวิโดนไอโอดีนเข้มข้น 4 % (4% pividone iodine) หรือสารละลายคลอเฮกซิดีนกลูโคเนทเข้มข้น 4 % (4% aqueous chlorhexidine gluconate) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมในการทำความสะอาดมือก่อนทำการผ่าตัด เปรียบเทียบกับการใช้เจลล้างมือพบว่ามีประสิทธิภาพใกล้เคียงกันแต่เจลล้างมือระคายเคืองน้อยกว่า
จะเห็นว่าแรกเริ่มเดิมทีเจลล้างมือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในโรงพยาบาลที่ต้องการความปลอดเชื้อซึ่งออกจะไกลตัวบุคคลทั่วไป เมื่อมีการนำผลิตภัณฑ์นี้เข้าสู่ตลาดของผู้บริโภคทั่วไปจึงเกิดคำถามที่ว่าผู้บริโภคมีความจำเป็นในการใช้ผลิตภัณฑ์นี้หรือไม่ ในประเด็นนี้ผู้เขียนไม่ขอออกความเห็นและยืนยันว่าบทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อต่อต้านผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ เพราะผู้เขียนเองก็ซื้อไปใช้ระหว่างท่องเที่ยวเสมอ อย่างไรก็ดีการทำความสะอาดมือควรใช้วิธีล้างด้วยน้ำและสบู่ถ้าทำได้ จากนั้นจึงค่อยใช้เจลล้างมือเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย เพราะจากคำแนะนำในการใช้เจลล้างมือเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียไม่ควรใช้ขณะมือสกปรก เช่น เปื้อนฝุ่นผง แต่ถ้าไม่มีน้ำและสบู่การล้างมือด้วยเจลล้างมือก็ย่อมจะดีกว่าไม่ล้างเสียเลย
เนื่องจากองค์ประกอบส่วนใหญ่ของเจลล้างมือคือแอลกอฮอล์จึงมีสมบัติของการเป็นตัวทำละลาย ดังนั้นการใช้เจลล้างมือจึงทำให้เกิดการชะชั้นน้ำมันบางๆที่เคลือบผิวหนังซึ่งทำหน้าที่ป้องกันเชื้อแบคทีเรีย แม้ว่าแอลกอฮอล์จะกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ได้ดีเมื่อมีความเข้มข้นตั้งแต่ 60 – 90 % โดยน้ำหนัก ผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดจะใช้ความเข้มข้นไม่เกิน 70 % เพราะจะทำให้ผิวแห้งจากการสูญเสียชั้นน้ำมัน อาจเกิดการแพ้ได้ง่าย และต้นทุนในการผลิตเจลสูงขึ้น เพื่อลดปัญหาผิวแห้งจากการใช้เจลจึงมีการเติมสารบางชนิดเข้าไปนั่นคือ moisturizer ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียด้วย เพราะทำให้การระเหยช้าลง แอลกอฮอล์จึงสัมผัสเซลล์แบคทีเรียนานขึ้น
ข้อเสียสำคัญอีกข้อหนึ่งของเจลล้างมือคือการเป็นสารระเหยง่าย (volatile material) และติดไฟได้ง่าย (highly flammable) มีจุดวาบไฟประมาณ 20 องศาเซลเซียส จุดวาบไฟคืออุณหภูมิที่ทำให้ของเหลวระเหยเป็นไอในปริมาณมากพอที่จะทำให้เกิดการลุกไหม้ได้เมื่อมีสะเก็ดไฟ จะเห็นว่าจุดวาบไฟของเจลล้างมือมีค่าค่อนข้างต่ำคือมีค่าน้อยกว่าอุณหภูมิทั่วไปของอากาศบ้านเราเสียอีก ดังนั้นเจลล้างมือจึงมีความเสี่ยงในการติดไฟสูง แม้ว่าในต่างประเทศจะมีการใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้มาเป็นเวลาพอสมควรและแทบจะไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจากการใช้เจลล้างมือเลยก็ตาม แต่ก็มีรายงานอยู่บ้างเป็นเหตุการณ์เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ดูแลสุขอนามัยคนหนึ่ง
เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวได้เดินไปกดเจลล้างมือลงบนฝ่ามือ จากนั้นถอดเสื้อคลุม (gown) ออก นำไปพาดไว้ จากนั้นถูมือไปมา ขณะเดียวกันก็เดินไปดึงประตูเลื่อน ทันใดเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ได้ยินเสียงเหมือนไฟช็อต เห็นแสงสว่างวาบขึ้น เปลวไฟลุกบนฝ่ามือของเธอ เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปพบว่ามือของเธอถูกไฟลวกเป็นรอยแดงแต่ไม่มีแผลพุพองแต่อย่างใด อย่างไรก็ดีคงไม่มีใครอยากจะได้รับประสบการณ์เช่นนี้
ได้มีการอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า มีไฟฟ้าสถิตเกิดขึ้นที่เสื้อคลุมของเจ้าหน้าที่ที่ทำจากโพลีเอสเตอร์ 100 % (100 % polyester) ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายเพราะเป็นเส้นใยที่มีความชื้นต่ำ เมื่อเธอเอื้อมมือไปดึงประตูเลื่อนโลหะ ไฟฟ้าสถิตจากมือของเธอจึงเคลื่อนที่ไปยังประตู เกิดประกายไฟ ทำให้เจลที่เหลืออยู่บนมือลุกติดไฟ ดังนั้นการใช้เจลล้างมือจึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
การใช้เจลล้างมืออย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันการติดไฟทำได้โดย ขณะใช้ควรอยู่ห่างจากเปลวไฟ แหล่งให้ความร้อนหรือ สะเก็ดไฟ เช่น ไม่ใช้ขณะเล่นรอบกองไฟ ขณะทำอาหาร หรือขณะสูบบุหรี่ นอกจากนี้ควรใช้ในบริเวณที่อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อป้องกันการสะสมของไอระเหยซึ่งติดไฟง่าย แม้ว่าจุดวาบไฟจะต่ำแต่ถ้าอากาศถ่ายเทสะดวก ความเข้มข้นของไอระเหยจะไม่มากพอที่จะติดไฟได้ และควรถูมือให้แอลกอฮอล์ระเหยไปจนหมดก่อนที่จะทำกิจกรรมอื่นต่อไป
สิ่งสุดท้ายที่ต้องคำนึงถึงได้แก่การเก็บรักษา อาศัยหลักการเช่นเดียวกับการใช้คือ ควรเก็บรักษาในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส เก็บให้ห่างจากเปลวไฟ แหล่งให้ความร้อนหรือสะเก็ดไฟ ไม่วางไว้ในที่ที่แดดส่องถึง บริเวณที่เก็บไม่ควรมีการสูบบุหรี่และอากาศถ่ายเทสะดวก สุดท้ายนี้ผู้เขียนอยากจะฝากไว้ว่าสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆสมัยนี้แม้จะมีคุณอนันต์หากไม่รู้จักใช้ก็มักจะมีโทษมหันต์ การจับจ่ายเงินทองซื้อข้าวของมาอำนวยความสะดวกจึงจำเป็นต้องเข้าใจตัวผลิตภัณฑ์นั้นๆด้วยเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและปลอดภัย




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น